วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Internet work 3

ให้ น.ศ. ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโปรโตคอลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ในด้านต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างโปรโตคอลดังกล่าว  (ยกตัวอย่างการใช้งานด้านละ อย่างน้อย 3 โปรโตคอล) เช่น โปรโตคอล TCP/IP คือ ...... ใช้ส าหรับ .......... เป็นต้น
 
ตอบ   TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เป็นระบบโปรโตคอล การสื่อสารพื้นฐานของระบบอินเตอร์เน็ต มันสามารถใช้เป็น โปรโตคอลในการสื่อสารภายใน เครือข่ายส่วนบุคคล เรียกว่า intranet และ extranet เมื่อมีการติดต่อโดยตรงกับ internet เครื่องคอมพิวเตอร์จะได้รับการคัดลอกโปรแกรม TCP/IP เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์อื่น ๆ เพื่อทำให้ส่งข้อความขอรับสารสนเทศ 

TCP/IP เป็นโปรแกรม 2 เลเยอร์ TCP (Transmission Control Protocol) เป็นเลเยอร์ที่สูงกว่า ทำหน้าที่จัดการแยกข้อความหรือไฟล์แลปรกอบให้เหมือนเดิม IP (Internet Protocol) เป็นเลเยอร์ที่ต่ำกว่า ทำหน้าที่จัดการส่วนของที่อยู่ของแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำให้มีปลายทางที่ถูกต้อง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น Gateway บนเครือข่ายจะตรวจที่อยู่นี้เพื่อหาจุดหมายในการส่งข้อความ ชุดข้อมูลอาจจะใช้เส้นทางไปยังปลายทางต่างกัน แต่ทั้งหมดจะได้รับการประกอบใหม่ที่ปลายทา    

 โปรโตคอล NetBEUI


     โปรโตคอล NetBEUI หรือ NetBIOS Enhanced User Interface นั้น เป็นโปรโตคอลที่ไม่มี ส่วนในการระบุเส้นทางส่งผ่านข้อมูล (Non-routable Protocol)โดยจะใช้วิธีการ Broadcast ข้อมูลออกไปในเครือข่าย และหากใครเป็นผู้รับที่ถูกต้องก็จะนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลผล ข้อจำกัดของโปรโตคอลประเภทนี้ก็คือไม่สามารถทำการ Broadcast ข้อมูลข้ามไปยัง Physical Segment อื่นๆที่ไม่ใช่ Segment เดียวกันได้ เป็นการแบ่งส่วนของเครือข่ายออกจากกันทางกายภาพ หากต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายถึงกันจะต้องใช้อุปกรณ์อย่างเช่น Router มาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเครือข่าย
      เนื่องมาจากอุปกรณ์บางอย่างเช่น Router ไม่สามารถจะ Broadcast ข้อมูลต่อไปยังเครือข่ายอื่นๆได้ เพราะถ้าหากยอมให้ทำเช่นนั้นได้ จะทำให้การสื่อสารระหว่างเครือข่ายคับคั่งไปด้วยข้อมูลที่เกิดจากการ Broadcast จนเครือข่ายต่างๆไม่สามารถที่จะสื่อสารกันต่อไปได้ โปรโตคอล NetBEUI จึงเหมาะที่จะใช้งานบนเครือข่ายขนาดเล็กที่มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เกิน 50 เครื่องเท่านั้น NetBEUI เป็นหนึ่งในสองทางเลือกสำหรับผู้ใช้งาน NetBIOS ( Network Basic Input Output System ) ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบนโปรโตคอล TCP/IP และ NetBUEI

  โปรโตคอล AppleTalk

   จุดเริ่มต้นของโปรโตคอล AppleTalk เกิดขึ้นในปีค.ศ.1983 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัท Apple Computer ต้องการออกแบบชุดโปรโตคอลสื่อสารข้อมูลของตนเองขึ้น เพื่อใช้เชื่อมโยงเครือข่ายของเครื่องแบบแมคอินทอช และสามารแชร์กับอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังขยายไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์,เครื่องพิมพ์, Gateway และ Router ของผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยต่อจากนั้นเครื่องแมคอินทอชและอุปกรณ์ต่างๆที่บริษัทผลิตออกมาก็ได้มีการเพิ่มส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ให้สามารถรองรับโปรโตคอลตัวนี้ได้ รวมถึงระบบปฏิบัติการ MacOS รุ่นใหม่ๆก็ได้มีการผนวกฟังก์ชั่นให้รองรับโปรโตคอลตัวนี้ได้เช่นกัน ทำให้กลุ่มผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องไปหาซื้อ อุปกรณ์เพิ่มเติมอีก
โปรโตคอล Apple Talk ถูกออกแบบมาให้ทำงานเป็นเครือข่ายในแบบ peer-to-peer ซึ่งถือว่าเครื่องทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายสามารถเป็นเซิร์ฟเวอร์ได้ทุกเครื่องโดยไมต้องจัดให้บางเครื่องทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการโดยเฉพาะขึ้นมา ต่อมาปีค.ศ. 1989 ได้มีการพัฒนาโปรโตคอล AppleTalk ให้สนับสนุนเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นได้ สามารถมีเครื่องลูกข่ายและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายได้มากกว่าเดิมเรียกว่าเป็นโปรโตคอล Apple Talk Phase 2 นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรโตคอลที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ Ethernet และ Token Ring ได้ โดยเรียกว่า EtherTalk และ TokenTalk ตามลำดับ
อ้างอิง http://inms.in.th/portal/index.php/showblogs-all?view=entry&id=44%3A-protocol-netham

ขั้นตอนการเข้าเว็ปไซต์

ให้นักศึกษา ทำการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเว็บไซต์ต่าง ๆ ว่าเมื่อนักศึกษาต้องการจะเข้าเว็บไซต์ เพื่อค้นหาข้อมูลหรือใช้บริการเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้น มีกระบวนการอย่างไรบ้าง กว่าที่หน้าเว็บนั้นๆ จะปรากฏให้เป็น webpage ต่าง ๆ (ขียนขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด)
ตอบ

ขั้นตอนที่ 1 วิธีการสมัครเว็ปไซด์


       1. เข้า www.myreadyweb.com แล้วกด 'เปิดเว็ปไซด์ฟรี!!' จะปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา หากกดอันอื่นคุณจะต้องเสียเงิน



    2. หลังจากปรากฏหน้าใหม่ให้กด 'สมัคร' ต้องกดที่สีเขียวเท่านั้น
    3. กรอก ข้อมูลต่างๆ (ตามความเป็นจริง)
    4. เช็คถูกที่ 'ยอมรับข้อตกลง' แล้วกด Submit


5. กด 'ล็อกอินเข้าระบบ' สิ้นสุดวิธีการสมัครเว็ปไซด์ ขั้นตอนที่ 2 วิธีการใส่รูป การใส่รูปนั้นเราต้องมี URL ก่อน หากใครไม่รู้ว่าหาจากไหน ดูวิธีต่อไปนี้
   1. ให้เข้าเว็ป www.imgur.com 2. กดที่ Computer แล้วเลือกรูปที่ต้องการ
    3. กด Start Upload แล้วหน้าต่าง Upload ก็จะเด้งขึ้นมา 4. พอหน้าต่าง Upload เด้งขึ้นมาเสร็จรอซักเดี๋ยวแล้วเราก็จะไปยังหน้าใหม่ 5. พอมาถึงหน้าใหม่ ให้คลิกส่วนไหนก็ได้ของภาพ แล้วเราก็จะไปยังหน้าใหม่ 6. พอมาถึงหน้าใหม่ให้ดูตรงช่อง Address (ที่วงกลมสีแดงไว้) นั้นก็คือ URL

7. พอเราได้ URL แล้วก็ไปที่ช่ิองเขียนข้อความ ไม่ว่าจะเป็น ช่องข้อมูลหลัง ช่องไฮไลท์บาร์ ช่องเครดิต ฯลฯ
8. กดที่ ไอคอน รูปภาพ (ที่วงกลมไว้) แล้วจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา
9. พอมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้กรอก URL ที่ช่องแรก แล้วปรับขนาดของรูป แล้วกด ตกลง สิ้นสุดวิธีการใส่รูป ขั้นตอนที่   3 วิธีการตกแต่งหน้าเว็ปไซด์ ขั้นตอนนี้แนะนำให้ทำไปด้วยดูหน้าเว็ปตัวเองไปด้วย


 1. เลือก 'บริหารข้อมูลหลักเว็ปไซด์' แล้วจะมีเมนูย่อยออกมา ให้กดที่ 'ข้อมูลหลักเว็ปไซด์' (เป็นการเพิ่มข้อความเพื่อเชิญชวน เมื่อนำลิ้งค์ไปโพส เช่น ใน facebook หากนำเว็ปของเราไปโพสจะมี โฆษณาที่เราเขียนไว้ขึ้มา) จะปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา


2. กรอก ข้อมูลต่างๆ ให้น่าสนใจ 3.กด Submit แล้วลองเอาลิ้งค์ไปโพสใน facebook ดู 1. เลือก 'จัดรูปแบบการแสดงผล' แล้วจะมีเมนูย่อยออกมา ให้กดที่ 'เลือก Template' (เป็นการเปลี่ยนรูปแบบหน้าเว็ปของเราให้ดูดีขึ้น) จะปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา


2. หลังจากปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมาจะมีรูปแบบ Template หลากหลายแบบ สามารถเลือกได้ตามใจชอบพอเลือกแล้ว ลองไปดูที่หน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) 1. ถัดลงมาจาก Template ให้กดที่ 'แบนเนอร์เทศกาล' (เป็นการโฆษณาสิ่งต่างๆ ไว้ที่หัวเว็ปไซด์) จะปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา

 2. กด 'แสดง' 3. เลือกแบนเนอร์ได้ลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น จากระบบ จากคอมพิวเตอร์ตัวเอง แต่ถ้าอยากให้ไว ก็เอาจากระบบพอเลือกได้แล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย)


1. ถัดลงมาจาก แบนเนอร์เทศกาล ให้กดที่ 'ส่วนหัว โลโก้ ของเว็ปไซด์' (เป็นการใส่ โลโก้ของเว็ปเรา ซึ่งโลโก้ แนะนำให้ทำใน paint หรือ photoshop) จะปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา 2. หลังจากปรากฏหน้าใหม่ขึ้นมา กด 'แสดง' จากนั้นจะมี 2 หัวข้อขึ้นมาคือ


 1. เลือกสถานะ ส่วนหัว 2. เลือกสถานะของ โลโก้ เลือกสถานะ ส่วนหัว ก็คือ รูปที่ Template มีให้ไว้แล้ว หรือใครมีรูปที่สวยกว่าที่ Template ให้มาก็เอาไปใส่แทนได้โดยกดที่ 'ใช้รูปภาพ' แล้วกด Browse... หรือใครมีรูป Flash (รูปเคลื่อนไหว) ก็เอาไปใส่แทนได้ โดยกดที่ 'ใช้ flash' แล้วกด Browse... เลือกสถานะของ โลโก้ ขั้นตอนต่อไปจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ว่ากันเพราะโลโก้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ นอกจากว่าไปก็อปเว็ปอื่นมา กดที่ 'แสดง โลโก้' แล้วกด Browse... หาโลโก้ที่เราทำเองหรือก็อปจากเว็ปอื่นมา หรือบางคนบอกว่า อยากมีโลโก้ แต่ไม่อยากทำโลโก้และไม่อยากก็อปของใครมาด้วย ก็กด 'ข้อความแทนโลโก้' ได้ มันจะใส่ข้อความของเราให้กลายเป็นโลโก้พื้นฐาน 3.พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 )

1. ถัดลงมาจาก ส่วนหัว โลโก้ ของเว็ปไซด์ ให้กดที่ 'พื้นหลังของเว็ปไซด์' (เป็นการทำให้พื้นที่ส่วน ดำๆ ของ Template ที่เราเลือกกลายเป็นรูปของเรา) 2. แนะนำใช้รูปจะดีกว่าเพราะมันจะสวยกว่าสี ให้กดที่ 'ใช้รูปเป็นพื้นหลัง' แล้วกด Browse... จากนั้นให้กด 'ทำภาพซ้ำ-จัดกึ่งกลาง' แล้วกด ล็อก 3. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย)




 1. ถัดลงมาจาก พื้นหลังของเว็ปไซด์ ให้กดที่ 'พื้นหลังบน/ล่าง' (เป็นการทำให้พื้นหลัง แบนเนอร์หรือ เครดิตเว็ปไซด์ เป็นรูปที่เลือก) จะมี 3 ตัวเลือกคือ 1. จากอัพโหลด-แสดงด้านบน 2. จากอัพโหลด-แสดงด้านล่าง 3. จาก Template จากอัพโหลด-แสดงด้านบน และ จากอัพโหลด-แสดงด้านล่าง พอคลิกจะให้หารูป ก็กด Browse... พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเพราะรูปพื้นหลังย่อมเจอ 'ยาก'

1. ถัดลงมาจาก พื้นหลังบน/ล่าง จะเป็น 'พื้นหลังเนื้อหา' อันนี้ไม่แนะนำให้ใช้เพราะหากใช้จะอ่านเนื้อหาไม่ค่อยออก แต่ใครอยากใช้ก็ได้ แต่ควรใช้แบบสี 2. กดที่ ใช้สีเป็นพื้นหลัง แล้วจะมีตัว #ffffff ให้กดที่ #ffffff แล้วจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้เลือกสี 3. พอเลือกได้แล้วให้กดวงกลมสีรุ้ง ตรงมุมขวา แล้วก็กด Submit แล้วลองไปดูที่หน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) *ถัดลงมาจากพื้นหลังเนื้อหา จะเป็น 'เครดิตเว็ปไซด์' ซึ่งไม่จำเป็นต้้องเปลี่ยนนะเพราะมันเป็นของ www.myreadyweb.com



1. เลือก 'ระบบไฮไลท์บาร์' แล้วจะมีเมนูย่อยออกมา คือ •แก้ไข ไฮไลท์บาร์ ด้านบน •แก้ไข ไฮไลท์บาร์ ด้านล่าง (เป็นการแสดงข้อความต่างๆที่เราอยากให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน โดยข้อความจะวิ่งตลอดเวลาจึงทำให้ผู้ที่เข้ามาเห็นได้ง่าย) แนะนำให้ใช้แค่ แก้ไข ไฮไลท์บาร์ ด้านบนก็พอนะ เพราะ 78% ของผู้ที่เข้าชมเว็ปไซด์ไม่เคยที่จะดูข้างล่างเว็ปไซด์เลย 2. กดรูปสามเหลี่ยมที่ สถานะไฮไลท์บาร์ แล้วเลือก 'ใช้งาน' 3.กรอกข้อมูลที่อยากให้คนที่เข้ามารู้ แนะนำควรเป็นข้อความสั้นๆได้ใจความ 4. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วยนะ) สิ้นสุดวิธีการตกแต่งหน้าเว็ปไซด์ ขั้นตอนที่ 3 วิธีการ เพิ่ม/แก้ไข/ลบ หมวดหมู่บทความ และ การ เขียน/แก้ไข/ลบ บทความ



1. เลือก 'ระบบ บทความ' แล้วจะมีเมนูย่อยออกมา คือ •บริหารหมวดหมู่ บทความ ◦เพิ่มหมวดหมู่ บทความ ◦แก้ไข/ลบ หมวดหมู่ บทความ ◦รูปแบบหมวดหมู่บทความ •บริหาร บทความ ◦สร้างบทความใหม่ ◦แก้ไขบทความ ◦แก้ไข/ลบ ความคิดเห็น ◦รูปแบบบทความ ◦เส้นขอบบทความ การเพิ่มหมวดหมู่บทความ 1. ให้เลือก 'บริหารหมวดหมู่ บทความ' แล้วกด 'เพิ่มหมวดหมู่ บทความ' จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา 2. พอถึงหน้าใหม่ ก็พิมพ์ชื่อหมวดหมู่ บทความ ที่ 'ชื่อหมวดหมู่ ไทย' เช่น ประวัติ,เกมส์,โปรแกรม,สัตว์เลี้ยง,รถยนต์ ฯลฯ (มีไอคอนจะดีมาก เพราะจะทำให้เด่น) ซึ่งจะเป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆ และจะไปแตกย่อยในการเขียนบความ และแน่นอน การเพิ่มหมวดหมู่บทความนั้นไม่ต้องเขียนรายละเอียด ก็เหมือนกับหมวดหมู่หนังสือในห้องสมุด เช่น หมวด เบ็ดเตล็ด ที่เค้าเข้าในหมวด เบ็ดเตล็ด ไม่ได้อยากมารู้ว่า เบ็ดเตล็ด คืออะไร แต่อยากรู้ว่ามีหนังสือเรื่องที่ต้องการไหม ดังนั้น หมวดหมู่บทความก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเขียนรายละเอียด 3. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปด้านซ้ายมือของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) การ แก้ไข/ลบ หมวดหมู่บทความ

1. ให้เลือก 'บริหารหมวดหมู่ บทความ' แล้วกด 'แก้ไข/ลบ หมวดหมู่ บทความ' จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา 2. ต้องการแก้ไขหมวดหมู่บทความ ให้กด 'แก้ไข' หรือ ต้องการลบหมวดหมู่บทความ ให้กด 'ลบ' 3. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปที่ดูหน้าเว็ปด้านซ้ายมือของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) การสร้างบทความ 1. ให้เลือก 'บริหาร บทความ' แล้วกด 'สร้างบทความใหม่' จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา 2. เลือกหมวดหมู่บทความ ที่ต้องการให้ บทความที่เราเขียนนี้ เป็นหัวข้อย่อยของหมวดหมู่นั้น 3. เขียนรายละเอียด ใส่รูป ให้สวยงาม 4. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปดูที่หน้าเว็ปด้านซ้ายมือของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) การ แก้ไข/ลบ บทความ 1. ให้เลือก 'บริหาร บทความ' แล้วกด 'แก้ไขบทความ' จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา 2. ต้องการแก้ไขบทความ กด 'แก้ไข' หรือ ต้องการลบบทความ กด 'ลบ' 3. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปดูที่หน้าเว็ปด้านซ้ายมือของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) วิธีการใส่เส้นขอบของบทความ 1. ให้เลือก 'บริหาร บทความ' แล้วกด 'เส้นขอบบทความ' จะมีหน้าใหม่ขึ้นมา 2. เลือกเส้นขอบของบทความตามใจชอบ 3. พอเสร็จแล้วก็กด Submit แล้วลองไปดูที่หมวดหมู่ บทความของเราสิ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น (กด F5 ด้วย) สิ้นสุดวิธีการใส่เส้นขอบของบทความ ขอขอบคุณ http://pc-game.myreadyweb.com/article/topic-7176.html

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แผนที่ไปเกาะภูเก็ต


ดู ไม่มีชื่อ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ปฏิทิน

ชิ้นงานที่ 2 การหาความหมายและยกตัวอย่าง

แบบฝึกหัด ชิ้นที่ 2

1.  ยกตัวอย่างการเชื่อมอินเตอร์เน็ตในแต่ละประเภท คือ PAN, LAN, MAN, WAN พร้อมภาพประกอบ

     ตอบ   PAN เป็นเครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (Personal Area Network : PAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้งานส่วนบุคคล

            ยกตัวอย่างในการเชื่อต่อแบบ PAN โดยการเชื่อต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับโทรศัพท์มือถือ การเชื่อมต่อพีดีเอกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเชื่อมต่อแบบนี้จะอยู่ในระยะใกล้ และมีการเชื่อมต่อแบยบไร้สาย

                  LAN เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน Local Area Network Lan เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน

            ยกตัวอย่างการเชื่อมต่อแบบ LAN การเชื่อต่อแบบนี้จะอยู่ภายในบ้าน ภายในสำนักงาน และภายในอาคาร สำหรับการใช้งานในบ้านอาจเรียกเรคือข่ายประเภทนี้ว่า เครือข่ายที่พักอาศัย ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน

          WAN เป็นเครือข่ายกว้าง หรือแวน (Wide Area Network) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับเครือข่ายพื้นที่ไกลจากกันมาก

           ยกตัวอย่างการเชื่อมต่อแบบ WAN การเชื่อมต่อแบบนี้จะเป้นการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างจังหวัด หรือระหว่างภายใน รวมไปถึงเครือข่ายระหว่างประเทศ




     MAN ระบบแมน Metroplitan Area Network เป็นระบบการเชื่อมต่อกันในระหว่างทางที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมระยะทางเป็น 100 กิโลเมตร มีการติดต่อกันในระยะที่ไกลกว่าระบบเลนใกล้กว่าระบบแวน เป็นการตัดต่อระหว่างเมือง

          ยกตัวอย่างการเชื่อมต่อแบบ MAN คือการเชื่อมต่อข้ามจังหวัดอย่างกรุงเทพถึงเชียงใหม่ หรือจะเป็นการติดต่อระหว่างรัฐต่าง ๆ

 

2. หากนักศึกษาต้องการเชื่มต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต น.ศ. คิดว่ามีกี่วิธี และวิธีการใดบ้าง

    ตอบ  การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อได้สองลักษณะด้วยกันได้แก่

                1. การเชื่อมต่อโดยหมุนโมเด็ม (Remote Access)

                        2. การเชื่อมต่อแบบระบบ LAN 

                ส่วนใหญ่การเชื่อมต่อแบบหมุนโมเด็ม (Remote Access) จะเป็นการเชื่อมต่อมาจากทางบ้าน และการเชื่อมต่อแบบ LAN จะเป็นการเชื่อมต่อภายในองค์กร โดยจะขอกล่าวถึงการเชื่อมต่อแบบหมุนโมเด็มก่อน ดังนี้การเชื่อมต่อโดยหมุนโมเด็ม (Remote Access)

การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบนี้สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีได้แก่

                        1.การขออนุญาตและเสียค่าบริการให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ต Internet Service Provider (ISP) หรือที่สถาบันที่ท่านศึกษา หรือหน่วยงานที่ท่านทำงานอยู่โดยสิ่งที่ได้คือ ชื่อผู้ใช้ (Internet Account ) และรหัสผ่าน (Password)

                         2.สายโทรศัพท์

                         3.โมเด็ม อาจจะเป็น Internal Modem หรือ External Modemเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสื่อสารข้อมูล (Communication Program)

                                                                                               อ้างอิง  :  http://www.thaiwbi.com/course/Internet_Connect/ 

 

3.  อธิบายความแตกต่างของ HUB และ SWITCH พร้อมภาประกอบ

     ตอบ   Switch และ Hub จะมีความแตกต่างกันอยู่ที่ Switch จะมีระบบการจัดการที่ดีกว่า Hub  ทำให้สามารถทำงานด้วยความเร็วที่สูงกว่า สามารถรับและส่งข้อมูลได้พร้อมกัน อีกทั้งยังลดปัญหาของการเกิดการชนกันของข้อมูลในเครือข่ายได้ด้วย    Hub นั้นเวลาส่งข้อมูลจะเป็นแบบ broadcast กระจายไปทุกเครื่อง ฉะนั้นยิ่งมีคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อเข้ากับฮับมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้แบนด์วิธต่อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องลดลง  ขณะที่ Switch นั้นจะสามารถส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังพอร์ตที่เป็นปลายทางเท่านั้น ทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือสามารถส่งข้อมูลถึงกันและกันได้ในเวลาเดียวกัน และคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมีแบนด์วิธเท่ากับแบนด์วิธของสวิตซ์   ส่วน Hub หรือ Reapter เป็นอุปกรณ์รวมสายสัญญาณระบบเครือข่ายเหมือน Switchแต่ Hub แตกต่างกับ Switch ตรงที่ Hub มี 1 Boardcast 1 Collisionส่วน Switch มี 1 Boardcast และ Collision มากกว่า 1 Collision  เช่น 100Mbps Switch 16 Port มี 1 Boardcast 16 Collision Daterate 100Mbps per port (Dual Speed)แต่ถ้า 100Mbps Hub 16 Port มี 1 Boardcast 1 Collision Datarate 100Mbps หาร 16 จะได้ความเร็ว Datarate ต่อ Port(โดยยังไม่คิด Collision Domain)ทำให้ Switch มี Utilization ดีกว่า Hub และได้ความนิยมมากกว่า  Bridge กับ Switch มีความสามารถในกับจัดการ Traffic ในชั้น DataLink Layer คล้ายกัน โดยใช้ Bridging Table เป็นตัวคำนวณเส้นทางเดินของข้อมูลแต่ Bridge ใช้ Software ในการทำงาน จึงทำงานได้ช้า และ สามารถขยาย Port ได้เพียง 16 เท่านั้น จึงทำให้ Bridge ไม่ได้รับความนิยม ปัจจุบันไม่มี Bridge ขายแล้วนะครับSwitch ใช้ Hardware ในการทำงาน จึงทำงานได้เร็วกว่า Bridge สามารถขยาย Port ได้ไม่จำกัด ปัจจุบัน Switch มีความสามารถสูงมากทั้งในการทำ Virtual LAN ทำ Spanning Tree โดยใช้ BPDU เป็น Protocol ในการติดต่อSwitch Layer 3 มีความสามารถทำ Routing Table ได้ ปัจจุบันมี Switch Layer 7 ที่มีความสามารถสูงมาก ทำงานได้ครบทั้ง 7 Layer

 รูปของ HUB

รูปของ Switch

 

4.  อธิบายรูปแบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ wi - fi และ Wireless ว่าเหมือน หรือต่างกันอย่างไร พร้อมภาพประกอบ

     ตอบ      Wi-Fi ( ย่อมาจาก wireless fidelity ) นั้นเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (WLAN) ปัจจุบันนั้นใช้ Wi-Fi เพื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยตรงผ่านจุดให้บริการ ซึ่ง Wi-Fi (ไวไฟ) เป็นองค์กรหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบ Network แบบไร้สายภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้มาตราฐาน IEEE 802.11 ว่าอุปกรณ์ทุกตัวยี่ห้อต่างๆ นั้นมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา

                    Wireless ลักษณะของการใช้งานอุปกรณ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคมแบบไร้สาย ซึ่งอุปกรณ์อะไรก็ตามที่ติดต่อสื่อสารกันโดยไม่ใช้สายสัญญาณถือว่่าอุปกรณ์นั้นเป็น Wireless ง่ายๆ Wireless ก็คือระบบ LAN แบบไร้สาย (WLAN) เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย ถ้าเครือข่ายที่เชื่อมต่อมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้งาน จึงจะสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้                                                                                       

                        สรุปว่า Wi-fi และ Wireless แตกต่างกันโคย

                           Wi-Fi นั้นเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย (WLAN) ปัจจุบันนั้นใช้ Wi-Fi เพื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยตรงผ่านจุดให้บริการ

                           สำหรับ Wireless ก็คือระบบ LAN แบบไร้สาย (WLAN) เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย ถ้าเครือข่ายที่เชื่อมต่อมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้งาน จึงจะสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้

                           สรุปแล้วการทำงานเหมือนกันแต่เรียกต่างกัน

                                                  ถ้าเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายเรียก Wireless

 

   ถ้าเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยตรงเรียก  

5.  การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi คืออะไร มีรูปแบบการเชื่อมต่ออย่างไร พร้อมภาพประกอบ

     ตอบ   Wi-Fi หรือ Wireless หมายถึง เครือข่ายไร้สาย มักใช้กับระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตระบบเครือข่ายไร้สาย ( Wireless LAN : WLAN ) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวกขึ้น                      ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทยุ (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายมีมาตราฐาน
IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ และขอบเขตของสัญญาณคลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตรในพื้นที่โล่งและประมาณ 30 เมตรในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น                     รูปแบบการเชื่อมต่อ

                           การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณเรียกว่า "การ์ดแลนไร้สาย" หรือชนิดใหม่จะทำมาเป็นชนิด USB เรียกว่า Wireless USB ( รูปร่างเหมือน ThumDrive ) เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ                          สรุปก็คือ การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน ( LAN ) ที่ใช้สายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างใด โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่ายได้เช่นกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายช่วยให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้น ประหยัดค่าสายสัญญาณและใช้งานได้ทุกที่ ที่มีสัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง
                      อ้างอิงจาก       http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/wireless/IEEE80211_1.php

6. การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยผ่านมือถือ มีขั้นตอนอย่างไร อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด

    ตอบ   วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์

                    1. ติดตั้งโปรแกรม Nokia PC Suite (ทำตามหน้าจอไปเรื่อยๆ)

                    2. ต่อสาย USB Cable ด้านหนึ่งกับโทรศัพท์ อีกด้านต่อเข้ากับ USB Port ของคอมพิวเตอร์

                    3. ที่หน้าจอมือถือ จะแสดงข้อความว่าจะเชื่อมต่อแบบใด? (PC Suite, Printing & media, Data Strage) ให้เราเลือก PC Suite

                    4. ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในส่วนของโปรแกรม Nokia PC Suite ให้คลิกเลือกไอคอน Connect to the Internet ดังภาพประกอบ

 

                     5.จะมีหน้าต่างแสดง One Touch Access และโปรแกรมจะเชื่อมต่อให้ทันที

                     6. ถ้าต้องการยกเลิกให้คลิกปุ่ม Disconnect


                 




 

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

งานชิ้นที่ 1 หาคำศัพท์

งานชิ้นที่ 1 หาคำศัพท์
           Browser
                     ความหมาย   เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร้ขีดจำกัด และช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ลักษณะของ Browser จะมีความแตกต่างกันตามที่ออกแบบการใช้งาน
  
           -  Client 
                     ความหมาย   เป็นเครื่องมือที่ติดต่อกับ user ทำหน้าที่เป็นเหมือนหน้าต่างให้ที่รับและแสดงข้อมูลแทนเครื่องแม่(server) คอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย Client จะทำหน้าที่เมื่อเปิดเครื่องเซิฟเวอร์ได้รับการร้องขอข้อมูลจาก Client ก็จะส่งข้อมูลที่เครื่อง Client ร้องขอไปให้โดยข้อมูลที่ร้องขอ จะถูกส่งผ่าน potocal ที่เราได้ร้องขอไป และย้อนกลับมาสู่เครื่อง Client 

           -  DNS (Domain Name Server) 
                     ความหมาย   เป็นระบบจัดการแปลงชื่อไปเป็นหมายเลข IP address โดยมีโครงสร้างฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่เรียกค้นได้อย่างรวดเร็ว ช่วยทำหน้าที่แปลงข้อมูลชื่อและหมายเลข IP adress หรือทำกลับกันได้ 

           -  Download 
                     ความหมาย   คือการโอนย้ายไฟล์หรือข้อมูลจากที่หนึ่ง เช่น การโอนไฟล์หรือว่าข้อมูลจาก อินเตอร์เน็ต หรือว่าจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ เข้ามาบันทึกเอาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ในทางกลับกัน ถ้าเราจะนำไฟล์หรือข้อมูลของเราไปบันทึกเครื่องอื่น ที่มีการเชื่อต่อกันมากกว่า 2 เครื่อง การโอนไฟล์หรือข้อมูลจากเครื่องเราไปบันทึกบนเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการฝากข้อมูล หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น จะเรียกว่า การ Upload 

          -  E - Mail (Electronic Mail) 
                    ความหมาย   เป็นจดหมายอิเล็คทรอนิค เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โโยผ่านระบบโทรมนาคม ข่าวสารหรือข้อความของ e-mail เป็นไฟล์ประเภทข้อความ รูปภาพหรือเสียง เป็นไฟล์ที่แนบไปในรหัสแบบ binary ส่งไฟล์ไปให้คนอื่น

          -  Freeware
                     ความหมาย   ซอฟแวร์ที่สร้างขึ้นและสามารถนำไปใช้ได้ในทุกจุดประสงค์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ฟรีแวร์เป็นลักษณะก้ำกึ่งระหว่างซอฟแวร์พาณิชย์และซอฟแวร์โอเพนซอร์ซ คือ อนุญาตให้กลุ่มผู้พัฒนามีส่วนร่วมในการสร้างซอฟแวร์ แต่ก็ไม่เผยแพร่ต้นฉบับสู่สาธารณชนเพื่อรักษาความลับทางการค้า

          -  Homepage
                     ความหมาย   เป็นหน้าแรกที่แสดงข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ www (world wide web) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ หรือ เป็นการดึงดูดให้เข้าชมข้อมูลภายใน ซึ่งภายในโฮมเพจ จะเชื่อมโยงต่อจากโฮมเพจนั้นได้อีกเป็นจำนวนมาก

         -  Internet
                     ความหมาย   เป็นเครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั่วโลก เป็นเครือข่ายทีใช้ในการสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข้าย ลักษณะของระบบอินเตอร์เน็ตเป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่านจุดอื่น ๆ หรือเลือกไปเส้นทางอื่นได้หลายเส้นทาง

          -  Server
                      ความหมาย   เป็นระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอรืที่เป็นลูกข่าย ข้อความแบบนี้อาจจะอยู่บ้าง

          -  World Wide Web
                      ความหมาย   หรือเรียกสั้น ๆ ว่า web หรือ w3 (www) คือ คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้น สามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ โดยผ่านทาง บร์าวเซอร์ ซึ่งเป็นบร์าวเซอร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านตอบโต้ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน world wide web โดยเฉพาะ บร์าวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน

          -  Web Browser
                       ความหมาย   ผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลและตอบโต้กับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอทีเอ็มแอล ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซริ์ฟเวอร์หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลไวเว็บ

          -   Hypertext
                       ความหมาย    ข้อความหรือกลุ่มของข้อความที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยมีการนำเสนอ แบบ ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ด้วยการนำข้อความที่ใช้มาเป็นจุดเชื่อมโยง ซึ่งปรากฏในลักษณะที่เด่นกว่าข้อความอื่น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี ตัวหยา หรือตัวเลือก